ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ขอคืนเงินชราภาพเมื่อเดินทางกลับประเทศ

ลูกจ้างต่างชาติที่ทำงานโดยชอบด้วยกฎหมายและมีใบอนุญาตทำงานอยู่ในบังคับของกฎหมายประกันสังคมเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย นายจ้างจึงต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบตามหลักเกณฑ์เดียวกัน ส่วนการใช้สิทธิเมื่อเดินทางกลับประเทศ โดยเฉพาะกรณีชราภาพ มีขั้นตอนและหลักฐานเฉพาะที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด

สรุปคำตอบสั้น

ลูกจ้างต่างชาติที่ทำงานโดยชอบด้วยกฎหมายและมีใบอนุญาตทำงานอยู่ในบังคับของกฎหมายประกันสังคมเช่นเดียวกับลูกจ้างไทย นายจ้างจึงต้องขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบตามหลักเกณฑ์เดียวกัน ส่วนการใช้สิทธิเมื่อเดินทางกลับประเทศ โดยเฉพาะกรณีชราภาพ มีขั้นตอนและหลักฐานเฉพาะที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด

เส้นทางการดำเนินงานของกรณีนี้

ตรวจสถานะใบอนุญาตทำงานและประเภทการตรวจลงตรา → ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนพร้อมสำเนาหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงาน → นำส่งเงินสมทบตามงวดปกติ → เมื่อสิ้นสุดการจ้าง แจ้ง สปส.6-09 และตรวจสิทธิคงเหลือ → ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพพร้อมหลักฐานตัวตนและที่อยู่ต่างประเทศตามที่กำหนด

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ
รับผลและจัดเก็บตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ เก็บสำเนาชุดสมบูรณ์ และวางแผนวันหมดอายุเอกสารIVC ร่วมกับผู้ยื่น1 วันทำการ

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • หนังสือเดินทางที่ยังมีอายุและหน้าตราวีซ่าที่เกี่ยวข้อง
  • ใบอนุญาตทำงานที่ยังมีผลบังคับ
  • สัญญาจ้างหรือหนังสือรับรองการทำงานจากนายจ้าง
  • แบบขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนพร้อมข้อมูลค่าจ้าง
  • หลักฐานที่อยู่ปัจจุบันกรณียื่นจากต่างประเทศ
  • คำแปลรับรองและการรับรองเอกสาร (Apostille หรือกรมการกงสุล) ตามปลายทาง

สาระสำคัญของ “ขอคืนเงินชราภาพเมื่อเดินทางกลับประเทศ”

หัวข้อนี้อยู่ในกลุ่ม ลูกจ้างต่างชาติกับสิทธิประกันสังคมในประเทศไทย ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงคือ สำนักงานประกันสังคม ร่วมกับกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การพิจารณาทุกกรณีเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่ใช้บังคับ ณ วันยื่น IVC ทำหน้าที่เตรียมเอกสาร ตรวจความสอดคล้อง แปลและประสานการรับรอง แต่ไม่ใช่หน่วยงานราชการและไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานใด

สิทธิประกันสังคมของลูกจ้างต่างชาติผูกกับการเป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ไม่ได้ผูกกับสัญชาติ ดังนั้นการมีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องจึงเป็นเงื่อนไขตั้งต้น

การเปลี่ยนนายจ้างทำให้ต้องมีการแจ้งออกและขึ้นทะเบียนใหม่ ช่องว่างระหว่างสองนายจ้างอาจกระทบเงื่อนไขจำนวนเดือนของบางประโยชน์ทดแทน

ผู้ถือวีซ่าที่ไม่อนุญาตให้ทำงาน เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยว ไม่อาจถูกขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ได้ เพราะไม่มีสถานะลูกจ้างโดยชอบด้วยกฎหมาย

ข้อกฎหมายและระเบียบที่ต้องรู้ก่อนยื่น

การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพเมื่อกลับประเทศต้องพิสูจน์ตัวตนและที่อยู่ปัจจุบัน ซึ่งมักต้องใช้เอกสารที่รับรองโดยสถานทูตหรือผ่าน Apostille

เอกสารต่างประเทศที่ใช้ประกอบคำขอ เช่น หนังสือรับรองสถานะบุคคลหรือหนังสือรับรองการมีชีวิต ต้องแปลเป็นภาษาไทยและผ่านการรับรองตามระเบียบ

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มีผลตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 เอกสารจากรัฐภาคีจึงใช้ Apostille แทนการรับรองสถานทูตได้ในหลายกรณี

การเลือกสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิมีผลต่อการใช้สิทธิรักษาพยาบาล และเปลี่ยนได้ตามรอบที่สำนักงานประกันสังคมประกาศในแต่ละปี

ลูกจ้างที่ทำงานหลายแห่งพร้อมกันอาจถูกขึ้นทะเบียนซ้ำ ทำให้เกิดการนำส่งเงินสมทบเกิน ซึ่งต้องยื่นขอคืนตามระเบียบ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเวลามากที่สุด

กรณีที่พบบ่อยในกลุ่ม ลูกจ้างต่างชาติกับสิทธิประกันสังคมในประเทศไทย คือเอกสารครบแต่ข้อมูลไม่สอดคล้องกันเอง เช่น ช่วงเวลาการจ้างงานในหนังสือรับรองไม่ตรงกับงวดที่นำส่งเงินสมทบ หรือการสะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง ปัญหาลักษณะนี้ทำให้ต้องเริ่มขั้นตอนรับรองใหม่ทั้งชุดแม้เนื้อหาสาระจะถูกต้อง

อีกกลุ่มหนึ่งคือการเข้าใจกรอบเวลาไม่ครบ ทั้งกำหนดขึ้นทะเบียนภายใน 30 วัน กำหนดนำส่งเงินสมทบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป อายุความของการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทน และอายุของหนังสือรับรองที่หน่วยงานปลายทางกำหนด การวางปฏิทินย้อนกลับจากวันที่ต้องใช้เอกสารจริงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้มากที่สุด

สาเหตุที่เรื่องไม่ผ่านหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือระบุนายจ้างไม่ตรงกับผู้ขึ้นทะเบียน
  • การสะกดชื่อในหนังสือเดินทางกับแบบคำขอไม่ตรงกัน
  • เอกสารจากต่างประเทศไม่ผ่านการรับรองตามระเบียบ
  • ไม่มีหลักฐานความต่อเนื่องของการจ้างงานเมื่อเปลี่ยนนายจ้าง
  • ยื่นคำขอรับสิทธิหลังพ้นกำหนดอายุความ
  • ยื่นขึ้นทะเบียนเกิน 30 วันนับแต่วันเริ่มจ้าง

อภิธานศัพท์ประกันสังคมและสภาวิชาชีพ

Apostille
การรับรองเอกสารตามอนุสัญญากรุงเฮก ซึ่งมีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567
สปส.6-09
แบบแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเมื่อลูกจ้างออกจากงาน
ผู้ประกันตนมาตรา 33
ลูกจ้างในสถานประกอบการที่นายจ้างขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533
ประโยชน์ทดแทน 7 กรณี
เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน ตามความคุ้มครองของกองทุนประกันสังคม
ผู้ประกันตนมาตรา 39
ผู้เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 และสมัครส่งเงินสมทบต่อโดยสมัครใจตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
กองทุนเงินทดแทน
กองทุนที่คุ้มครองกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ซึ่งแยกจากกองทุนประกันสังคม
ผู้ประกันตนมาตรา 40
ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีนายจ้าง สมัครเข้าระบบโดยเลือกทางเลือกความคุ้มครองตามที่ประกาศ

แหล่งอ้างอิงทางการ

IVC เป็นผู้ให้บริการเอกชนด้านการเตรียมเอกสาร การแปล การรับรอง และการประสานยื่นคำขอ ไม่ใช่สำนักงานประกันสังคม แพทยสภา หรือสภาวิชาชีพใด และไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงาน ค่าธรรมเนียมราชการเป็นไปตามประกาศของหน่วยงานและอาจเปลี่ยนแปลงได้

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันระเบียบล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด กรมการจัดหางาน สภาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานปลายทางก่อนดำเนินการทุกครั้ง

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. แจ้งวัตถุประสงค์ว่าจะใช้เอกสารกับหน่วยงานใด ในประเทศหรือต่างประเทศ เพื่อกำหนดชั้นการรับรองที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
  2. ตรวจสถานะผู้ประกันตนหรือสถานะใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และช่วงเวลาที่ต้องครอบคลุมในหนังสือรับรอง
  3. ยื่นคำขอหนังสือรับรองกับหน่วยงานต้นทาง (สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด กรมการจัดหางาน หรือสภาวิชาชีพ)
  4. แปลเอกสารให้ชื่อ วันที่ และเลขอ้างอิงตรงกับหนังสือเดินทางและต้นฉบับทุกจุด
  5. รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วเลือกเส้นทาง Apostille หรือรับรองสถานทูตปลายทางตามที่ผู้รับกำหนด
  6. ส่งเอกสารตามช่องทางที่ผู้ตรวจสอบกำหนด ซึ่งบางรายรับเฉพาะเอกสารที่ส่งตรงจากหน่วยงานผู้ออกเท่านั้น

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ร่วมกัน

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจชุดเอกสารก่อนยื่น

สอบถามขอบเขตงานและเอกสารที่ต้องใช้ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล