ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ Apostille ตั้งแต่เมื่อไร

อนุสัญญา Apostille มีผลใช้บังคับสำหรับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567 (22 December 2024) เอกสารราชการไทยที่ออกหลังจากนั้นจึงสามารถขอ Apostille เพื่อนำไปใช้ในรัฐภาคีอื่นได้ โดยกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Competent Authority) ของไทย

สรุปคำตอบสั้น

Apostille คือใบรับรองมาตรฐานตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ที่รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามในเอกสารราชการ มีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 โดยกรมการกงสุลเป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจ เมื่อได้ Apostille แล้วรัฐภาคีปลายทางยอมรับเอกสารได้โดยไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูต

เส้นทางการรับรองของกรณีนี้

ยืนยันว่าปลายทางเป็นรัฐภาคี → คัดเอกสารต้นเรื่องฉบับใหม่จากหน่วยงานผู้ออก → แปลและรับรองคำแปลตามที่ปลายทางกำหนด → ยื่นขอ Apostille ที่กรมการกงสุล → ตรวจข้อมูลบนใบ Apostille ก่อนส่งปลายทาง

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ตรวจข้อกำหนดยืนยันหน่วยงานผู้รับ ภาษาที่ต้องใช้ และสถานะรัฐภาคีของประเทศปลายทางลูกค้า + IVCก่อนเริ่มงาน
2. คัดเอกสารต้นเรื่องขอเอกสารฉบับใหม่จากหน่วยงานผู้ออกให้อยู่ในกรอบอายุที่ปลายทางกำหนดหน่วยงานผู้ออกเอกสารตามรอบของหน่วยงาน
3. แปลและรับรองคำแปลแปลตามภาษาที่กำหนดและจัดคู่ต้นฉบับกับคำแปลเป็นชุดIVCตามปริมาณเอกสาร
4. ขอ Apostilleยื่นที่กรมการกงสุลตามช่องทางที่เลือก และตรวจข้อมูลบนใบรับรองเมื่อรับเอกสารกรมการกงสุลตามรอบบริการที่ประกาศ
5. ส่งปลายทางส่งตามช่องทางที่ผู้รับกำหนด รวมถึงกรณีที่ต้องส่งตรงจากหน่วยงานผู้ออกลูกค้า + IVCก่อนวันนัดของปลายทาง

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • เอกสารต้นเรื่องฉบับจริงหรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรอง
  • หนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนของเจ้าของเอกสาร
  • หนังสือมอบอำนาจ กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
  • ข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเป็นลายลักษณ์อักษร
  • คำแปลที่ผ่านการรับรอง หากปลายทางกำหนด

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนดำเนินการเรื่อง “ประเทศไทยเริ่มใช้ระบบ Apostille ตั้งแต่เมื่อไร”

ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องคือ คัดเอกสารต้นเรื่องฉบับใหม่ → แปล → รับรองคำแปล → ขอ Apostille การสลับลำดับเป็นสาเหตุการถูกตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

หากประเทศปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือเป็นรัฐที่คัดค้านการเข้าร่วมของไทย เอกสารยังต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในไทย

Apostille รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามเท่านั้น ไม่ได้รับรองความถูกต้องของเนื้อหา ผู้รับเอกสารปลายทางยังตรวจสอบสาระสำคัญได้ตามอำนาจของตน

หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille ของไทยคือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่สำนักงานเขต อำเภอ หรือหน่วยงานผู้ออกเอกสารต้นเรื่อง

อนุสัญญา Apostille (HCCH 1961) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2567 ทำให้เอกสารราชการไทยที่ได้รับ Apostille ใช้ในรัฐภาคีอื่นได้โดยไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูตปลายทาง

ขอบเขตงานที่ IVC ดูแลให้ในกรณีนี้

IVC ตรวจชุดเอกสารตั้งแต่ต้นทาง เทียบการสะกดชื่อกับหนังสือเดินทาง จัดลำดับขั้นตอนแปล–รับรองคำแปล–Apostille ให้ถูกต้อง และประสานการยื่นกับกรมการกงสุลตามช่องทางที่เหมาะกับกรอบเวลาของลูกค้า

กรณีปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ทีมงานจะวางเส้นทางรับรองสถานทูตให้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เสียรอบการยื่นและไม่ต้องคัดเอกสารใหม่ ค่าใช้จ่ายและกรอบเวลาแจ้งเป็นรายกรณีทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี จึงต้องใช้เส้นทางรับรองสถานทูตแทน
  • ยื่นสำเนาที่ถ่ายเอกสารเองโดยไม่มีการรับรองจากหน่วยงานผู้ออก
  • ขอ Apostille ก่อนรับรองคำแปล ทำให้คำแปลไม่ได้อยู่ในชุดที่รับรอง

อภิธานศัพท์ Apostille และนิติกรณ์เอกสาร

Apostille
ใบรับรองมาตรฐานตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ที่รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามในเอกสารราชการ
Competent Authority
หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille ซึ่งของประเทศไทยคือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
Legalization
การรับรองเอกสารแบบเดิมที่ต้องผ่านกรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทาง ใช้กับประเทศนอกภาคี
Contracting Party
รัฐภาคีของอนุสัญญาที่ยอมรับ Apostille ระหว่างกัน
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมทั้งการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่

แหล่งอ้างอิงทางการ

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานราชการประกาศ ณ เดือนสิงหาคม 2026 หน่วยงานปลายทางแต่ละแห่งกำหนดรายละเอียดต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ IVC ไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานใด และไม่ระบุค่าธรรมเนียมบนหน้าเว็บ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันสถานะรัฐภาคีในตาราง HCCH Status Table และระเบียบล่าสุดของกรมการกงสุล รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ร่วมกัน

ต้องการคำตอบเฉพาะเคสของคุณ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล