ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

แปลเอกสารก่อนทำ apostille

ลำดับขั้นตอนการแปล การรับรองคำแปล และมาตรฐานผู้แปลที่ปลายทางยอมรับ

สรุปคำตอบสั้น

ถ้าหน่วยงานปลายทางต้องการเอกสารภาษาอังกฤษหรือภาษาราชการของประเทศนั้น ต้องแปลและรับรองคำแปลให้เรียบร้อยก่อน แล้วจึงขอ Apostille บนชุดเอกสารที่ผ่านการรับรองคำแปลแล้ว ประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตน จึงต้องยึดมาตรฐานผู้แปลที่ปลายทางยอมรับเป็นเกณฑ์

เส้นทางการรับรองของกรณีนี้

ยืนยันภาษาที่ปลายทางกำหนด → แปลโดยผู้แปลที่ปลายทางยอมรับ → รับรองคำแปลตามระเบียบกรมการกงสุล → ขอ Apostille → ตรวจว่าคำแปลถูกเย็บรวมอยู่ในชุดที่รับรอง

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ตรวจข้อกำหนดยืนยันหน่วยงานผู้รับ ภาษาที่ต้องใช้ และสถานะรัฐภาคีของประเทศปลายทางลูกค้า + IVCก่อนเริ่มงาน
2. คัดเอกสารต้นเรื่องขอเอกสารฉบับใหม่จากหน่วยงานผู้ออกให้อยู่ในกรอบอายุที่ปลายทางกำหนดหน่วยงานผู้ออกเอกสารตามรอบของหน่วยงาน
3. แปลและรับรองคำแปลแปลตามภาษาที่กำหนดและจัดคู่ต้นฉบับกับคำแปลเป็นชุดIVCตามปริมาณเอกสาร
4. ขอ Apostilleยื่นที่กรมการกงสุลตามช่องทางที่เลือก และตรวจข้อมูลบนใบรับรองเมื่อรับเอกสารกรมการกงสุลตามรอบบริการที่ประกาศ
5. ส่งปลายทางส่งตามช่องทางที่ผู้รับกำหนด รวมถึงกรณีที่ต้องส่งตรงจากหน่วยงานผู้ออกลูกค้า + IVCก่อนวันนัดของปลายทาง

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • ต้นฉบับที่จะแปลพร้อมสำเนา
  • การสะกดชื่อภาษาอังกฤษตามหนังสือเดินทาง
  • ข้อกำหนดภาษาและรูปแบบของหน่วยงานปลายทาง
  • คำแปลที่ระบุผู้แปลและวันที่ชัดเจน
  • ชุดเอกสารที่จัดคู่ต้นฉบับกับคำแปลเรียบร้อย

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนดำเนินการเรื่อง “แปลเอกสารก่อนทำ apostille”

ประเทศไทยไม่มีระบบทะเบียนนักแปลสาบานตน การรับรองคำแปลจึงดำเนินการผ่านกรมการกงสุล หรือใช้ผู้แปลตามมาตรฐานที่ปลายทางกำหนด เช่น NAATI สำหรับออสเตรเลีย

ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องคือ คัดเอกสารต้นเรื่องฉบับใหม่ → แปล → รับรองคำแปล → ขอ Apostille การสลับลำดับเป็นสาเหตุการถูกตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

หากประเทศปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือเป็นรัฐที่คัดค้านการเข้าร่วมของไทย เอกสารยังต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในไทย

Apostille รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามเท่านั้น ไม่ได้รับรองความถูกต้องของเนื้อหา ผู้รับเอกสารปลายทางยังตรวจสอบสาระสำคัญได้ตามอำนาจของตน

หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille ของไทยคือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ใช่สำนักงานเขต อำเภอ หรือหน่วยงานผู้ออกเอกสารต้นเรื่อง

ขอบเขตงานที่ IVC ดูแลให้ในกรณีนี้

IVC ตรวจชุดเอกสารตั้งแต่ต้นทาง เทียบการสะกดชื่อกับหนังสือเดินทาง จัดลำดับขั้นตอนแปล–รับรองคำแปล–Apostille ให้ถูกต้อง และประสานการยื่นกับกรมการกงสุลตามช่องทางที่เหมาะกับกรอบเวลาของลูกค้า

กรณีปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ทีมงานจะวางเส้นทางรับรองสถานทูตให้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เสียรอบการยื่นและไม่ต้องคัดเอกสารใหม่ ค่าใช้จ่ายและกรอบเวลาแจ้งเป็นรายกรณีทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • แปลหลังจากขอ Apostille ทำให้คำแปลไม่อยู่ในชุดที่ได้รับการรับรอง
  • สะกดชื่อในคำแปลไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง
  • ใช้ภาษาที่ปลายทางไม่ยอมรับ เช่น แปลอังกฤษทั้งที่ต้องการภาษาราชการของประเทศนั้น

อภิธานศัพท์ Apostille และนิติกรณ์เอกสาร

Apostille
ใบรับรองมาตรฐานตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ที่รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามในเอกสารราชการ
Competent Authority
หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille ซึ่งของประเทศไทยคือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
Legalization
การรับรองเอกสารแบบเดิมที่ต้องผ่านกรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทาง ใช้กับประเทศนอกภาคี
Contracting Party
รัฐภาคีของอนุสัญญาที่ยอมรับ Apostille ระหว่างกัน
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมทั้งการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่

แหล่งอ้างอิงทางการ

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานราชการประกาศ ณ เดือนสิงหาคม 2026 หน่วยงานปลายทางแต่ละแห่งกำหนดรายละเอียดต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ IVC ไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานใด และไม่ระบุค่าธรรมเนียมบนหน้าเว็บ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันสถานะรัฐภาคีในตาราง HCCH Status Table และระเบียบล่าสุดของกรมการกงสุล รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. ระบุประเทศปลายทางและหน่วยงานผู้รับ เพื่อตรวจว่าเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille หรือยังต้องรับรองสถานทูต
  2. ตรวจต้นฉบับว่าเป็นเอกสารราชการที่ออกโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ และยังอยู่ในรูปแบบที่กรมการกงสุลรับรองได้
  3. จัดแปลเอกสารให้ชื่อ-สกุล วันที่ และเลขอ้างอิงตรงกับหนังสือเดินทางและต้นฉบับทุกจุด
  4. ยื่นรับรองนิติกรณ์/Apostille ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ตามชนิดเอกสาร
  5. หากปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือเป็นรัฐที่คัดค้าน ให้ต่อด้วยการรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตปลายทาง
  6. ตรวจรูปแบบการส่งมอบที่ผู้รับกำหนด เช่น ต้นฉบับทางไปรษณีย์ สำเนารับรอง หรือการยืนยันกลับไปยังหน่วยงานผู้ออก

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ร่วมกัน

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจชุดเอกสารก่อนยื่น

สอบถามขอบเขตงานและเอกสารที่ต้องใช้ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล