ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

วีซ่าญี่ปุ่น สำหรับคนไทย

คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศยื่นคำขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางหรือศูนย์รับคำร้องที่ได้รับมอบหมาย เช่น VFS Global หรือ TLScontact เอกสารราชการไทยที่ใช้ประกอบมักต้องแปลและรับรองที่กรมการกงสุล และตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 เอกสารที่ส่งไปยังรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille ใช้ Apostille แทนการรับรองสถานทูตปลายทางได้

สรุปคำตอบสั้น

คนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศยื่นคำขอวีซ่าที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางหรือศูนย์รับคำร้องที่ได้รับมอบหมาย เช่น VFS Global หรือ TLScontact เอกสารราชการไทยที่ใช้ประกอบมักต้องแปลและรับรองที่กรมการกงสุล และตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 เอกสารที่ส่งไปยังรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille ใช้ Apostille แทนการรับรองสถานทูตปลายทางได้

เส้นทางการดำเนินงานของกรณีนี้

ตรวจประเภทวีซ่าและรอบคิวของประเทศปลายทาง → เตรียมเอกสารการเงิน การงาน และการเดินทาง → แปลเอกสารราชการไทยและรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille → นัดหมายและยื่นที่ศูนย์รับคำร้องพร้อมเก็บข้อมูลชีวมาตร → ติดตามผลและรับหนังสือเดินทางคืน

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ
แปลและรับรองแปลเอกสารและดำเนินการรับรองที่กรมการกงสุลหรือขอ Apostille ตามปลายทางIVC2–5 วันทำการ

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบันและเล่มเก่าที่มีประวัติวีซ่า
  • แบบคำขอของประเทศปลายทางที่กรอกครบถ้วน
  • หนังสือรับรองการทำงานหรือหนังสือรับรองการเป็นเจ้าของกิจการ
  • statement บัญชีย้อนหลังตามที่สถานทูตกำหนด
  • แผนการเดินทาง การจองที่พัก และประกันการเดินทาง
  • เอกสารราชการไทยที่แปลและรับรองแล้วหรือมี Apostille

สาระสำคัญของ “วีซ่าญี่ปุ่น สำหรับคนไทย”

หัวข้อนี้อยู่ในกลุ่ม วีซ่าต่างประเทศสำหรับคนไทย (Outbound) ซึ่งหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงคือ สถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยและศูนย์รับคำร้องวีซ่า การพิจารณาทุกกรณีเป็นดุลพินิจของหน่วยงานรัฐตามระเบียบที่ใช้บังคับ ณ วันยื่น IVC ทำหน้าที่เตรียมเอกสาร ตรวจความสอดคล้อง และประสานการยื่นให้ครบถ้วนตามประกาศล่าสุด แต่ไม่รับประกันผลการอนุมัติของหน่วยงานใด

เอกสารราชการไทย เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและรับรองที่กรมการกงสุลก่อนใช้ในต่างประเทศ

ไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille มีผลตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ทำให้เอกสารสำหรับรัฐภาคีลดขั้นตอนการรับรองสถานทูต

หลักฐานการเงินที่ประเทศปลายทางยอมรับมักเป็น statement ย้อนหลัง 3–6 เดือนที่ออกโดยธนาคาร ไม่ใช่ภาพหน้าจอแอปพลิเคชัน

ข้อกฎหมายและระเบียบที่ต้องรู้ก่อนยื่น

การจองตั๋วและที่พักควรเป็นการจองที่ยกเลิกได้ในกรณีที่สถานทูตกำหนดว่าไม่ต้องชำระล่วงหน้า

ประวัติวีซ่าถูกปฏิเสธต้องแจ้งตามความจริงในแบบคำขอ การปกปิดเป็นเหตุปฏิเสธและกระทบการยื่นครั้งถัดไป

การตัดสินอนุมัติวีซ่าเป็นอำนาจของประเทศปลายทางเท่านั้น ไม่มีตัวแทนใดรับประกันผลได้

เอกสารราชการต่างประเทศจากรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille ใช้ Apostille ได้ตั้งแต่ไทยเข้าเป็นภาคีมีผล 22 ธันวาคม 2567 ส่วนเอกสารจากรัฐที่ไม่ใช่ภาคียังต้องผ่านการรับรองสถานทูต

การให้ข้อมูลไม่ตรงกันระหว่างแบบฟอร์ม เอกสารการเงิน และประวัติการเดินทาง เป็นสาเหตุการปฏิเสธที่พบมากกว่าการขาดเอกสารบางรายการ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียเวลามากที่สุด

กรณีที่พบบ่อยในกลุ่ม วีซ่าต่างประเทศสำหรับคนไทย (Outbound) คือการเตรียมเอกสารครบแต่ไม่สอดคล้องกันเอง เช่น ชื่อสะกดต่างกันระหว่างคำแปลกับหนังสือเดินทาง หรือช่วงเวลาในเอกสารการเงินไม่ครอบคลุมระยะที่ระเบียบกำหนด ปัญหาลักษณะนี้ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งชุดแม้เนื้อหาสาระจะถูกต้อง

อีกกลุ่มหนึ่งคือการเข้าใจผิดระหว่างอายุวีซ่ากับสิทธิพำนัก ผู้ยื่นจำนวนมากวางแผนการเดินทางจากวันหมดอายุของตราวีซ่า ทั้งที่วันที่ต้องเดินทางออกจริงคือวันในตราประทับของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง การตรวจสองวันที่นี้ทุกครั้งช่วยป้องกันการอยู่เกินกำหนดโดยไม่ตั้งใจ

สาเหตุที่คำขอไม่ผ่านหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • หลักฐานการเงินไม่สอดคล้องกับรายได้ที่แจ้ง
  • ความผูกพันกับประเทศไทยไม่ชัดเจนในสายตาเจ้าหน้าที่
  • แผนการเดินทางไม่สมเหตุสมผลกับวัตถุประสงค์
  • ปกปิดประวัติการถูกปฏิเสธวีซ่าครั้งก่อน
  • เอกสารแปลไม่ผ่านการรับรองตามที่ปลายทางกำหนด
  • ประวัติการพำนักเกินกำหนด (overstay) ที่ยังไม่ได้แก้ไขสถานะ

อภิธานศัพท์วีซ่าและใบอนุญาตทำงาน

DTV
Destination Thailand Visa มีผลใช้ตั้งแต่ 15 กรกฎาคม 2567 อายุ 5 ปี พำนักครั้งละไม่เกิน 180 วัน
Permission to stay
สิทธิพำนักที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประทับให้เมื่อเข้าประเทศ กำหนดวันที่ต้องเดินทางออกจริง
LTR
Long-Term Resident visa อายุรวม 10 ปี บริหารร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
ตม.7 (TM.7)
แบบคำขออนุญาตอยู่ต่อในราชอาณาจักร ใช้ยื่นที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
One Stop Service Centre
ศูนย์บริการวีซ่าและใบอนุญาตทำงานที่รวมงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางานไว้จุดเดียว
ตม.30 (TM.30)
แบบแจ้งรับคนต่างด้าวเข้าพักอาศัย ซึ่งเจ้าบ้านหรือผู้จัดการที่พักต้องแจ้งภายใน 24 ชั่วโมง
Work permit
ใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางาน ผูกกับนายจ้าง ตำแหน่ง และท้องที่ที่ระบุ

แหล่งอ้างอิงทางการ

IVC เป็นผู้ให้บริการเอกชนด้านการเตรียมเอกสาร การแปล การรับรอง และการประสานยื่นคำขอ ไม่ใช่หน่วยงานราชการ และไม่รับประกันผลการอนุมัติวีซ่า ใบอนุญาตทำงาน หรือการขยายเวลาพำนักของหน่วยงานใด ค่าธรรมเนียมราชการเป็นไปตามประกาศของหน่วยงานและอาจเปลี่ยนแปลงได้

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันระเบียบล่าสุดกับสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการจัดหางาน ก่อนยื่นทุกครั้ง

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. แจ้งสัญชาติ วัตถุประสงค์การพำนัก และวันที่ต้องเดินทาง เพื่อเลือกประเภทวีซ่าที่ตรงกับข้อเท็จจริงของคุณ
  2. ตรวจคุณสมบัติกับระเบียบที่ใช้บังคับ ณ วันยื่น และระบุเอกสารที่ต้องแปล/รับรองก่อนล่วงหน้า
  3. จัดเตรียมชุดเอกสารบุคคลและเอกสารนายจ้าง พร้อมตรวจความสอดคล้องของชื่อ วันที่ และช่วงเวลาการเงิน
  4. ยื่นคำขอผ่านช่องทางที่ถูกต้อง (Thai e-Visa ของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุล หรือสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แล้วแต่กรณี)
  5. ติดตามผล ตอบข้อซักถามเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ และเตรียมเอกสารเสริมหากมีการเรียกเพิ่ม
  6. สรุปเงื่อนไขหลังได้รับอนุมัติ ทั้งวันสิ้นสุดสิทธิพำนัก การรายงานตัว 90 วัน TM.30 และ Re-entry Permit

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ร่วมกัน

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจเคสของคุณก่อนยื่น

สอบถามขอบเขตงานและเอกสารที่ต้องใช้ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล