เอกสารที่ออกโดยเอกชนขอรับรองได้หรือไม่
คำตอบโดยสรุป
ทำได้เมื่อผ่านการรับรองลายมือชื่อตามช่องทางที่กำหนดก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการนิติกรณ์ได้
บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม
สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง
หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดอายุของเอกสารรับรองไว้ การขอรับรองเร็วเกินไปทำให้เอกสารหมดอายุก่อนใช้
ในทางปฏิบัติ การเข้าใจว่า Apostille แทนคำแปลได้ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน และ การรับรองซ้ำที่สถานทูตทั้งที่ปลายทางรับ Apostille แล้ว ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น จึงเป็นจุดที่ควรตรวจก่อนยื่นทุกครั้ง
หากไม่แน่ใจว่าชุดเอกสารของคุณตรงกับข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางหรือไม่ สอบถามเจ้าหน้าที่ IVC ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมลก่อนยื่น
สรุปคำตอบสั้น
เอกสารไทยที่จะใช้ในต่างประเทศต้องผ่านสายโซ่การรับรองที่ปลายทางยอมรับ หากปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille สามารถใช้ Apostille จากกรมการกงสุลได้ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 หากไม่ใช่ภาคี ยังต้องรับรองนิติกรณ์แล้วรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น ลำดับขั้นตอนสลับกันไม่ได้
เส้นทางการทำงานของกรณีนี้
ตรวจสถานะภาคีของปลายทาง → คัดเอกสารต้นทาง → แปล → รับรองนิติกรณ์หรือขอ Apostille → รับรองสถานทูตเมื่อจำเป็น
ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น
| ขั้นตอน | รายละเอียด | ผู้รับผิดชอบ | กรอบเวลา |
|---|---|---|---|
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
| 2. จัดเตรียมเอกสารต้นทาง | คัดเอกสารฉบับที่ใช้ได้จากหน่วยงานผู้ออก และตรวจความครบถ้วนของทุกหน้า | ลูกค้า + IVC | ตามคิวของหน่วยงาน |
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มงาน
- ชื่อประเทศปลายทางและหน่วยงานผู้รับเอกสารที่ชัดเจน
- เอกสารต้นทางฉบับที่หน่วยงานผู้ออกรับรองแล้ว
- ข้อกำหนดเรื่องภาษาของคำแปลและลำดับการรับรอง
- สำเนาหนังสือเดินทางและเอกสารแสดงความเกี่ยวข้องของผู้ยื่น
- กำหนดวันที่ต้องใช้เอกสารจริงเพื่อวางแผนย้อนกลับ
ขอบเขตงานของ “เอกสารที่ออกโดยเอกชนขอรับรองได้หรือไม่”
เอกสารที่ออกโดยเอกชนขอรับรองได้หรือไม่ อยู่ในกลุ่มงาน คำแปลเพื่อใช้ต่างประเทศ (นิติกรณ์และ Apostille) ซึ่งมีฐานอำนาจตาม อนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 และระเบียบงานนิติกรณ์ของกรมการกงสุล การกำหนดขอบเขตงานให้ตรงตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าความเร็ว เพราะหน่วยงานปลายทางเป็นผู้กำหนดว่าจะรับเอกสารหรือกระบวนการรูปแบบใด
Apostille รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร ไม่ได้รับรองเนื้อหาว่าถูกต้องตามข้อเท็จจริง
บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม
สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ
เอกสารที่ออกโดยเอกชนมักต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการนิติกรณ์ได้
Apostille ใช้ได้เฉพาะระหว่างรัฐภาคีอนุสัญญาที่ไม่ได้คัดค้านการเข้าเป็นภาคีระหว่างกัน จึงต้องตรวจตารางสถานะของ HCCH ก่อนทุกครั้ง
Apostille รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร ไม่ได้รับรองเนื้อหาว่าถูกต้องตามข้อเท็จจริง
บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม
สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง
ลำดับขั้นตอนที่ใช้จริง
ตรวจสถานะภาคีของปลายทาง → คัดเอกสารต้นทาง → แปล → รับรองนิติกรณ์หรือขอ Apostille → รับรองสถานทูตเมื่อจำเป็น
บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม
สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง
หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดอายุของเอกสารรับรองไว้ การขอรับรองเร็วเกินไปทำให้เอกสารหมดอายุก่อนใช้
เอกสารที่ออกโดยเอกชนมักต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการนิติกรณ์ได้
คำแนะนำก่อนใช้บริการ
- ตรวจตารางสถานะภาคีของ HCCH ทุกครั้ง เพราะสถานะรายประเทศเปลี่ยนได้
- วางแผนย้อนกลับจากวันนัดหรือวันยื่นจริงเสมอ
- เก็บภาพถ่ายทุกหน้าหลังรับรองไว้เป็นหลักฐานก่อนส่งออกนอกประเทศ
ข้อควรระวัง
- การเข้าใจว่า Apostille แทนคำแปลได้ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน
- การรับรองซ้ำที่สถานทูตทั้งที่ปลายทางรับ Apostille แล้ว ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น
สาเหตุที่งานถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด
- ขอ Apostille ทั้งที่ปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี
- แปลก่อนหรือหลังขั้นตอนรับรองผิดลำดับตามที่ปลายทางกำหนด
- เอกสารต้นทางไม่ได้ออกหรือรับรองโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ
- เอกสารหมดอายุการใช้งานระหว่างรอคิวรับรอง
อภิธานศัพท์ที่ใช้ในงานนี้
- นักแปลสาบานตน
- ผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับศาลหรือหน่วยงานของประเทศปลายทาง มีอำนาจรับรองคำแปลในระบบกฎหมายของประเทศนั้น
- Legalization chain
- ลำดับการรับรองเอกสารต่อเนื่องจากหน่วยงานผู้ออก ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตปลายทางเมื่อจำเป็น
- นิติกรณ์
- งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร
- ฉบับคัดรับรอง
- สำเนาเอกสารที่หน่วยงานผู้ออกรับรองความถูกต้อง ใช้เป็นต้นทางของคำแปลได้เมื่อยังอยู่ในอายุที่ปลายทางกำหนด
- ISO 17100
- มาตรฐานสากลด้านบริการแปล ซึ่งกำหนดให้มีการตรวจทานโดยบุคคลที่สองนอกเหนือจากผู้แปล
- NAATI
- หน่วยงานรับรองคุณสมบัตินักแปลและล่ามของออสเตรเลีย ซึ่งหน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งอ้างอิงเป็นเงื่อนไขของคำแปล
- Apostille
- หนังสือรับรองตามอนุสัญญา Hague ค.ศ. 1961 ใช้ระหว่างรัฐภาคี มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567
- คำแปลรับรอง
- คำแปลที่ผ่านการรับรองตามช่องทางที่หน่วยงานผู้รับเอกสารกำหนด ไม่ใช่คำแปลที่ผู้แปลรับรองตนเองเสมอไป
แหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ
- งานนิติกรณ์และการรับรองคำแปลเอกสาร รวมถึง Apostille ซึ่งมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 — กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
- Apostille Convention — ตารางสถานะภาคีและวันมีผลใช้บังคับรายประเทศ — HCCH (Hague Conference on Private International Law)
ตรวจทานข้อมูลเมื่อ 2026-08
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ
ข้อมูลในหน้านี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานประกาศไว้ ณ ช่วงเวลาที่ตรวจทาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะรายและไม่ใช่การรับประกันผล เงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของเรื่องและเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางอีกครั้งก่อนดำเนินการ
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อยในกลุ่มงานนี้
ให้เจ้าหน้าที่ตรวจขอบเขตงานและเอกสารก่อนเริ่ม
สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล