ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

single status certificate translation

สรุปคำตอบสั้น

คำแปลเอกสารราชการที่จะใช้กับหน่วยงานทางการ ต้องแปลจากเอกสารต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองที่ยังไม่หมดอายุการใช้งาน แล้วผ่านช่องทางรับรองที่หน่วยงานปลายทางยอมรับ ซึ่งอาจเป็นการรับรองคำแปลโดยกรมการกงสุล การรับรองโดยกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือการรับรองโดยผู้แปลพร้อมนิติกรณ์ต่อเนื่อง จุดชี้ขาดคือข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร ไม่ใช่รูปแบบที่ผู้แปลถนัด

เส้นทางการทำงานของกรณีนี้

ตรวจข้อกำหนดปลายทาง → คัดเอกสารต้นทางให้ถูกฉบับ → แปลและทวนชื่อตามหนังสือเดินทาง → ยื่นรับรองคำแปล → ตรวจรับก่อนนำไปใช้

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน
4. แปลและตรวจทานคู่ขนานแปลโดยผู้แปลที่มีคุณสมบัติตรงงาน แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สองเทียบกับต้นฉบับIVCตามปริมาณงาน

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มงาน

  • เอกสารต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองที่ออกใหม่ตามอายุที่ปลายทางกำหนด
  • สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ถือเอกสารเพื่อยึดการสะกดชื่อ
  • หนังสือหรือประกาศของหน่วยงานปลายทางที่ระบุรูปแบบการรับรองที่ยอมรับ
  • หนังสือมอบอำนาจกรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
  • รายการเอกสารทั้งชุดพร้อมลำดับการใช้งาน

ขอบเขตงานของ “single status certificate translation”

single status certificate translation อยู่ในกลุ่มงาน แปลเอกสารราชการและรับรองคำแปล ซึ่งมีฐานอำนาจตาม ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยงานนิติกรณ์ และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการรับรองคำแปล การกำหนดขอบเขตงานให้ตรงตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าความเร็ว เพราะหน่วยงานปลายทางเป็นผู้กำหนดว่าจะรับเอกสารหรือกระบวนการรูปแบบใด

ตราประทับ ลายเซ็น และข้อความท้ายเอกสารต้องถูกถอดความไว้ในคำแปลด้วย การละเว้นส่วนนี้เป็นเหตุให้ถูกตีกลับบ่อย

กรมการกงสุลรับรองคำแปลโดยเทียบคำแปลกับเอกสารต้นทาง จึงต้องนำต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองไปแสดงเสมอ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายอย่างเดียวได้

เอกสารทะเบียนราษฎรและทะเบียนครอบครัวหลายรายการควรคัดใหม่ก่อนใช้ เพราะหน่วยงานปลายทางมักกำหนดอายุของฉบับคัดรับรองไว้

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ทำให้เอกสารที่จะใช้ในรัฐภาคีอื่นอาจใช้ Apostille แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตได้

หน่วยงานบางแห่งกำหนดให้แปลเป็นภาษาราชการของประเทศปลายทางเท่านั้น การแปลเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี

ตราประทับ ลายเซ็น และข้อความท้ายเอกสารต้องถูกถอดความไว้ในคำแปลด้วย การละเว้นส่วนนี้เป็นเหตุให้ถูกตีกลับบ่อย

กรมการกงสุลรับรองคำแปลโดยเทียบคำแปลกับเอกสารต้นทาง จึงต้องนำต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองไปแสดงเสมอ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายอย่างเดียวได้

เอกสารทะเบียนราษฎรและทะเบียนครอบครัวหลายรายการควรคัดใหม่ก่อนใช้ เพราะหน่วยงานปลายทางมักกำหนดอายุของฉบับคัดรับรองไว้

ลำดับขั้นตอนที่ใช้จริง

ตรวจข้อกำหนดปลายทาง → คัดเอกสารต้นทางให้ถูกฉบับ → แปลและทวนชื่อตามหนังสือเดินทาง → ยื่นรับรองคำแปล → ตรวจรับก่อนนำไปใช้

กรมการกงสุลรับรองคำแปลโดยเทียบคำแปลกับเอกสารต้นทาง จึงต้องนำต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองไปแสดงเสมอ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายอย่างเดียวได้

เอกสารทะเบียนราษฎรและทะเบียนครอบครัวหลายรายการควรคัดใหม่ก่อนใช้ เพราะหน่วยงานปลายทางมักกำหนดอายุของฉบับคัดรับรองไว้

การสะกดชื่อบุคคลในคำแปลต้องตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร เพราะเจ้าหน้าที่ใช้ชื่อนี้จับคู่กับฐานข้อมูลของหน่วยงาน

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ทำให้เอกสารที่จะใช้ในรัฐภาคีอื่นอาจใช้ Apostille แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตได้

คำแนะนำก่อนใช้บริการ

  • ขอข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานปลายทางก่อนสั่งแปลทุกครั้ง
  • จัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และเลขที่เอกสารไว้ใช้ร่วมกันทั้งชุด
  • เผื่อเวลาสำหรับคิวของหน่วยงาน โดยเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดยาว

ข้อควรระวัง

  • การแปลก่อนตรวจข้อกำหนดปลายทางทำให้ต้องแปลใหม่ทั้งชุด
  • การใช้คำแปลเก่าที่ยังมีชื่อสะกดแบบเดิมทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน

สาเหตุที่งานถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ใช้สำเนาที่ไม่มีการรับรองเป็นต้นทางของคำแปล
  • ชื่อในคำแปลสะกดไม่ตรงกับหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดิมที่เคยยื่นไว้
  • คำแปลไม่ครบทุกหน้า หรือไม่ได้ถอดความตราประทับและลายเซ็น
  • ยื่นผิดช่องทางรับรอง เพราะไม่ได้ตรวจข้อกำหนดของปลายทางก่อน

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในงานนี้

ISO 17100
มาตรฐานสากลด้านบริการแปล ซึ่งกำหนดให้มีการตรวจทานโดยบุคคลที่สองนอกเหนือจากผู้แปล
NAATI
หน่วยงานรับรองคุณสมบัตินักแปลและล่ามของออสเตรเลีย ซึ่งหน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งอ้างอิงเป็นเงื่อนไขของคำแปล
Apostille
หนังสือรับรองตามอนุสัญญา Hague ค.ศ. 1961 ใช้ระหว่างรัฐภาคี มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567
คำแปลรับรอง
คำแปลที่ผ่านการรับรองตามช่องทางที่หน่วยงานผู้รับเอกสารกำหนด ไม่ใช่คำแปลที่ผู้แปลรับรองตนเองเสมอไป
glossary
บัญชีคำศัพท์และการสะกดชื่อที่ใช้ร่วมกันทั้งชุดเอกสาร เพื่อให้คำเดียวกันถูกแปลตรงกันทุกฉบับ
นักแปลสาบานตน
ผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับศาลหรือหน่วยงานของประเทศปลายทาง มีอำนาจรับรองคำแปลในระบบกฎหมายของประเทศนั้น
Legalization chain
ลำดับการรับรองเอกสารต่อเนื่องจากหน่วยงานผู้ออก ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตปลายทางเมื่อจำเป็น
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร

แหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ

ตรวจทานข้อมูลเมื่อ 2026-08

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

ข้อมูลในหน้านี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานประกาศไว้ ณ ช่วงเวลาที่ตรวจทาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะรายและไม่ใช่การรับประกันผล เงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของเรื่องและเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางอีกครั้งก่อนดำเนินการ

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. สอบถามปลายทางที่จะใช้เอกสารก่อนเสมอ แล้วจึงกำหนดช่องทางรับรองที่ถูกต้อง
  2. ตรวจความครบถ้วนของเอกสารต้นทางทุกหน้าก่อนเริ่มแปล
  3. ยึดการสะกดชื่อตามหนังสือเดินทางและเอกสารเดิมที่เคยยื่นไว้
  4. แปลโดยผู้แปลที่มีพื้นฐานตรงกับประเภทเอกสาร แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สอง
  5. ยื่นรับรองตามลำดับที่ปลายทางกำหนด ไม่ข้ามขั้นตอน
  6. ส่งมอบพร้อมไฟล์สำรองและบันทึก glossary ไว้ใช้ต่อเนื่อง

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยในกลุ่มงานนี้

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจขอบเขตงานและเอกสารก่อนเริ่ม

สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล