ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

hague apostille thai documents

สรุปคำตอบสั้น

เอกสารไทยที่จะใช้ในต่างประเทศต้องผ่านสายโซ่การรับรองที่ปลายทางยอมรับ หากปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญา Apostille สามารถใช้ Apostille จากกรมการกงสุลได้ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 หากไม่ใช่ภาคี ยังต้องรับรองนิติกรณ์แล้วรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศนั้น ลำดับขั้นตอนสลับกันไม่ได้

เส้นทางการทำงานของกรณีนี้

ตรวจสถานะภาคีของปลายทาง → คัดเอกสารต้นทาง → แปล → รับรองนิติกรณ์หรือขอ Apostille → รับรองสถานทูตเมื่อจำเป็น

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ
7. ส่งมอบและเก็บสำเนาส่งมอบเอกสารพร้อมไฟล์สแกนสำรอง และบันทึก glossary ไว้ใช้กับงานรอบถัดไปIVC1–2 วันทำการ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มงาน

  • ชื่อประเทศปลายทางและหน่วยงานผู้รับเอกสารที่ชัดเจน
  • เอกสารต้นทางฉบับที่หน่วยงานผู้ออกรับรองแล้ว
  • ข้อกำหนดเรื่องภาษาของคำแปลและลำดับการรับรอง
  • สำเนาหนังสือเดินทางและเอกสารแสดงความเกี่ยวข้องของผู้ยื่น
  • กำหนดวันที่ต้องใช้เอกสารจริงเพื่อวางแผนย้อนกลับ

ขอบเขตงานของ “hague apostille thai documents”

hague apostille thai documents อยู่ในกลุ่มงาน คำแปลเพื่อใช้ต่างประเทศ (นิติกรณ์และ Apostille) ซึ่งมีฐานอำนาจตาม อนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 และระเบียบงานนิติกรณ์ของกรมการกงสุล การกำหนดขอบเขตงานให้ตรงตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าความเร็ว เพราะหน่วยงานปลายทางเป็นผู้กำหนดว่าจะรับเอกสารหรือกระบวนการรูปแบบใด

บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม

สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง

หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดอายุของเอกสารรับรองไว้ การขอรับรองเร็วเกินไปทำให้เอกสารหมดอายุก่อนใช้

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ

Apostille ใช้ได้เฉพาะระหว่างรัฐภาคีอนุสัญญาที่ไม่ได้คัดค้านการเข้าเป็นภาคีระหว่างกัน จึงต้องตรวจตารางสถานะของ HCCH ก่อนทุกครั้ง

Apostille รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร ไม่ได้รับรองเนื้อหาว่าถูกต้องตามข้อเท็จจริง

บางประเทศกำหนดให้แปลหลังได้รับ Apostille แล้ว และให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้น จึงต้องยืนยันลำดับก่อนเริ่ม

สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง

หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดอายุของเอกสารรับรองไว้ การขอรับรองเร็วเกินไปทำให้เอกสารหมดอายุก่อนใช้

ลำดับขั้นตอนที่ใช้จริง

ตรวจสถานะภาคีของปลายทาง → คัดเอกสารต้นทาง → แปล → รับรองนิติกรณ์หรือขอ Apostille → รับรองสถานทูตเมื่อจำเป็น

สำหรับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี ยังใช้สายโซ่เดิมคือ รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล แล้วนำไปรับรองต่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศปลายทาง

หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดอายุของเอกสารรับรองไว้ การขอรับรองเร็วเกินไปทำให้เอกสารหมดอายุก่อนใช้

เอกสารที่ออกโดยเอกชนมักต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อก่อน จึงจะเข้าสู่กระบวนการนิติกรณ์ได้

Apostille ใช้ได้เฉพาะระหว่างรัฐภาคีอนุสัญญาที่ไม่ได้คัดค้านการเข้าเป็นภาคีระหว่างกัน จึงต้องตรวจตารางสถานะของ HCCH ก่อนทุกครั้ง

คำแนะนำก่อนใช้บริการ

  • ตรวจตารางสถานะภาคีของ HCCH ทุกครั้ง เพราะสถานะรายประเทศเปลี่ยนได้
  • วางแผนย้อนกลับจากวันนัดหรือวันยื่นจริงเสมอ
  • เก็บภาพถ่ายทุกหน้าหลังรับรองไว้เป็นหลักฐานก่อนส่งออกนอกประเทศ

ข้อควรระวัง

  • การเข้าใจว่า Apostille แทนคำแปลได้ ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน
  • การรับรองซ้ำที่สถานทูตทั้งที่ปลายทางรับ Apostille แล้ว ทำให้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

สาเหตุที่งานถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ขอ Apostille ทั้งที่ปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี
  • แปลก่อนหรือหลังขั้นตอนรับรองผิดลำดับตามที่ปลายทางกำหนด
  • เอกสารต้นทางไม่ได้ออกหรือรับรองโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ
  • เอกสารหมดอายุการใช้งานระหว่างรอคิวรับรอง

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในงานนี้

คำแปลรับรอง
คำแปลที่ผ่านการรับรองตามช่องทางที่หน่วยงานผู้รับเอกสารกำหนด ไม่ใช่คำแปลที่ผู้แปลรับรองตนเองเสมอไป
glossary
บัญชีคำศัพท์และการสะกดชื่อที่ใช้ร่วมกันทั้งชุดเอกสาร เพื่อให้คำเดียวกันถูกแปลตรงกันทุกฉบับ
นักแปลสาบานตน
ผู้แปลที่ขึ้นทะเบียนกับศาลหรือหน่วยงานของประเทศปลายทาง มีอำนาจรับรองคำแปลในระบบกฎหมายของประเทศนั้น
Legalization chain
ลำดับการรับรองเอกสารต่อเนื่องจากหน่วยงานผู้ออก ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตปลายทางเมื่อจำเป็น
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร
ฉบับคัดรับรอง
สำเนาเอกสารที่หน่วยงานผู้ออกรับรองความถูกต้อง ใช้เป็นต้นทางของคำแปลได้เมื่อยังอยู่ในอายุที่ปลายทางกำหนด
ISO 17100
มาตรฐานสากลด้านบริการแปล ซึ่งกำหนดให้มีการตรวจทานโดยบุคคลที่สองนอกเหนือจากผู้แปล
NAATI
หน่วยงานรับรองคุณสมบัตินักแปลและล่ามของออสเตรเลีย ซึ่งหน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งอ้างอิงเป็นเงื่อนไขของคำแปล

แหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ

ตรวจทานข้อมูลเมื่อ 2026-08

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

ข้อมูลในหน้านี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานประกาศไว้ ณ ช่วงเวลาที่ตรวจทาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะรายและไม่ใช่การรับประกันผล เงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของเรื่องและเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางอีกครั้งก่อนดำเนินการ

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. สอบถามปลายทางที่จะใช้เอกสารก่อนเสมอ แล้วจึงกำหนดช่องทางรับรองที่ถูกต้อง
  2. ตรวจความครบถ้วนของเอกสารต้นทางทุกหน้าก่อนเริ่มแปล
  3. ยึดการสะกดชื่อตามหนังสือเดินทางและเอกสารเดิมที่เคยยื่นไว้
  4. แปลโดยผู้แปลที่มีพื้นฐานตรงกับประเภทเอกสาร แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สอง
  5. ยื่นรับรองตามลำดับที่ปลายทางกำหนด ไม่ข้ามขั้นตอน
  6. ส่งมอบพร้อมไฟล์สำรองและบันทึก glossary ไว้ใช้ต่อเนื่อง

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยในกลุ่มงานนี้

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจขอบเขตงานและเอกสารก่อนเริ่ม

สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล