ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

แปลใบขับขี่

สรุปคำตอบสั้น

คำแปลเอกสารราชการที่จะใช้กับหน่วยงานทางการ ต้องแปลจากเอกสารต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองที่ยังไม่หมดอายุการใช้งาน แล้วผ่านช่องทางรับรองที่หน่วยงานปลายทางยอมรับ ซึ่งอาจเป็นการรับรองคำแปลโดยกรมการกงสุล การรับรองโดยกองกฎหมาย สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือการรับรองโดยผู้แปลพร้อมนิติกรณ์ต่อเนื่อง จุดชี้ขาดคือข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร ไม่ใช่รูปแบบที่ผู้แปลถนัด

เส้นทางการทำงานของกรณีนี้

ตรวจข้อกำหนดปลายทาง → คัดเอกสารต้นทางให้ถูกฉบับ → แปลและทวนชื่อตามหนังสือเดินทาง → ยื่นรับรองคำแปล → ตรวจรับก่อนนำไปใช้

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ
3. กำหนดคำศัพท์และการสะกดชื่อจัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และคำเฉพาะ โดยยึดหนังสือเดินทางเป็นหลักIVC1 วันทำการ

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มงาน

  • เอกสารต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองที่ออกใหม่ตามอายุที่ปลายทางกำหนด
  • สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ถือเอกสารเพื่อยึดการสะกดชื่อ
  • หนังสือหรือประกาศของหน่วยงานปลายทางที่ระบุรูปแบบการรับรองที่ยอมรับ
  • หนังสือมอบอำนาจกรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
  • รายการเอกสารทั้งชุดพร้อมลำดับการใช้งาน

ขอบเขตงานของ “แปลใบขับขี่”

แปลใบขับขี่ อยู่ในกลุ่มงาน แปลเอกสารราชการและรับรองคำแปล ซึ่งมีฐานอำนาจตาม ระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยงานนิติกรณ์ และระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยการรับรองคำแปล การกำหนดขอบเขตงานให้ตรงตั้งแต่ต้นสำคัญกว่าความเร็ว เพราะหน่วยงานปลายทางเป็นผู้กำหนดว่าจะรับเอกสารหรือกระบวนการรูปแบบใด

การสะกดชื่อบุคคลในคำแปลต้องตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร เพราะเจ้าหน้าที่ใช้ชื่อนี้จับคู่กับฐานข้อมูลของหน่วยงาน

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ทำให้เอกสารที่จะใช้ในรัฐภาคีอื่นอาจใช้ Apostille แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตได้

หน่วยงานบางแห่งกำหนดให้แปลเป็นภาษาราชการของประเทศปลายทางเท่านั้น การแปลเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มดำเนินการ

กรมการกงสุลรับรองคำแปลโดยเทียบคำแปลกับเอกสารต้นทาง จึงต้องนำต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองไปแสดงเสมอ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายอย่างเดียวได้

เอกสารทะเบียนราษฎรและทะเบียนครอบครัวหลายรายการควรคัดใหม่ก่อนใช้ เพราะหน่วยงานปลายทางมักกำหนดอายุของฉบับคัดรับรองไว้

การสะกดชื่อบุคคลในคำแปลต้องตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร เพราะเจ้าหน้าที่ใช้ชื่อนี้จับคู่กับฐานข้อมูลของหน่วยงาน

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ทำให้เอกสารที่จะใช้ในรัฐภาคีอื่นอาจใช้ Apostille แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตได้

หน่วยงานบางแห่งกำหนดให้แปลเป็นภาษาราชการของประเทศปลายทางเท่านั้น การแปลเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี

ลำดับขั้นตอนที่ใช้จริง

ตรวจข้อกำหนดปลายทาง → คัดเอกสารต้นทางให้ถูกฉบับ → แปลและทวนชื่อตามหนังสือเดินทาง → ยื่นรับรองคำแปล → ตรวจรับก่อนนำไปใช้

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ทำให้เอกสารที่จะใช้ในรัฐภาคีอื่นอาจใช้ Apostille แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตได้

หน่วยงานบางแห่งกำหนดให้แปลเป็นภาษาราชการของประเทศปลายทางเท่านั้น การแปลเป็นภาษาอังกฤษจึงไม่ได้ใช้ได้ทุกกรณี

ตราประทับ ลายเซ็น และข้อความท้ายเอกสารต้องถูกถอดความไว้ในคำแปลด้วย การละเว้นส่วนนี้เป็นเหตุให้ถูกตีกลับบ่อย

กรมการกงสุลรับรองคำแปลโดยเทียบคำแปลกับเอกสารต้นทาง จึงต้องนำต้นฉบับหรือฉบับคัดรับรองไปแสดงเสมอ ไม่สามารถใช้ภาพถ่ายอย่างเดียวได้

คำแนะนำก่อนใช้บริการ

  • ขอข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานปลายทางก่อนสั่งแปลทุกครั้ง
  • จัดทำ glossary ชื่อบุคคล ชื่อหน่วยงาน และเลขที่เอกสารไว้ใช้ร่วมกันทั้งชุด
  • เผื่อเวลาสำหรับคิวของหน่วยงาน โดยเฉพาะช่วงก่อนวันหยุดยาว

ข้อควรระวัง

  • การแปลก่อนตรวจข้อกำหนดปลายทางทำให้ต้องแปลใหม่ทั้งชุด
  • การใช้คำแปลเก่าที่ยังมีชื่อสะกดแบบเดิมทำให้ข้อมูลไม่ตรงกัน

สาเหตุที่งานถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ใช้สำเนาที่ไม่มีการรับรองเป็นต้นทางของคำแปล
  • ชื่อในคำแปลสะกดไม่ตรงกับหนังสือเดินทางหรือเอกสารเดิมที่เคยยื่นไว้
  • คำแปลไม่ครบทุกหน้า หรือไม่ได้ถอดความตราประทับและลายเซ็น
  • ยื่นผิดช่องทางรับรอง เพราะไม่ได้ตรวจข้อกำหนดของปลายทางก่อน

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในงานนี้

Legalization chain
ลำดับการรับรองเอกสารต่อเนื่องจากหน่วยงานผู้ออก ไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตปลายทางเมื่อจำเป็น
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร
ฉบับคัดรับรอง
สำเนาเอกสารที่หน่วยงานผู้ออกรับรองความถูกต้อง ใช้เป็นต้นทางของคำแปลได้เมื่อยังอยู่ในอายุที่ปลายทางกำหนด
ISO 17100
มาตรฐานสากลด้านบริการแปล ซึ่งกำหนดให้มีการตรวจทานโดยบุคคลที่สองนอกเหนือจากผู้แปล
NAATI
หน่วยงานรับรองคุณสมบัตินักแปลและล่ามของออสเตรเลีย ซึ่งหน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งอ้างอิงเป็นเงื่อนไขของคำแปล
Apostille
หนังสือรับรองตามอนุสัญญา Hague ค.ศ. 1961 ใช้ระหว่างรัฐภาคี มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567
คำแปลรับรอง
คำแปลที่ผ่านการรับรองตามช่องทางที่หน่วยงานผู้รับเอกสารกำหนด ไม่ใช่คำแปลที่ผู้แปลรับรองตนเองเสมอไป
glossary
บัญชีคำศัพท์และการสะกดชื่อที่ใช้ร่วมกันทั้งชุดเอกสาร เพื่อให้คำเดียวกันถูกแปลตรงกันทุกฉบับ

แหล่งอ้างอิงปฐมภูมิ

ตรวจทานข้อมูลเมื่อ 2026-08

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ

ข้อมูลในหน้านี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานประกาศไว้ ณ ช่วงเวลาที่ตรวจทาน ไม่ใช่คำวินิจฉัยเฉพาะรายและไม่ใช่การรับประกันผล เงื่อนไข ค่าธรรมเนียม และระยะเวลาพิจารณาเป็นอำนาจของหน่วยงานเจ้าของเรื่องและเปลี่ยนแปลงได้ กรุณาตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางอีกครั้งก่อนดำเนินการ

ขั้นตอนการทำงานร่วมกับ IVC

  1. สอบถามปลายทางที่จะใช้เอกสารก่อนเสมอ แล้วจึงกำหนดช่องทางรับรองที่ถูกต้อง
  2. ตรวจความครบถ้วนของเอกสารต้นทางทุกหน้าก่อนเริ่มแปล
  3. ยึดการสะกดชื่อตามหนังสือเดินทางและเอกสารเดิมที่เคยยื่นไว้
  4. แปลโดยผู้แปลที่มีพื้นฐานตรงกับประเภทเอกสาร แล้วตรวจทานโดยบุคคลที่สอง
  5. ยื่นรับรองตามลำดับที่ปลายทางกำหนด ไม่ข้ามขั้นตอน
  6. ส่งมอบพร้อมไฟล์สำรองและบันทึก glossary ไว้ใช้ต่อเนื่อง

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อยในกลุ่มงานนี้

ให้เจ้าหน้าที่ตรวจขอบเขตงานและเอกสารก่อนเริ่ม

สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล