ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

แปลและรับรองใบหย่า ก่อนยื่นสถานทูต

ภาษาของคำแปลและผู้รับรองคำแปลถูกกำหนดโดยหน่วยงานผู้รับปลายทาง การแปลก่อนตรวจสอบข้อกำหนดจึงเป็นสาเหตุของค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนที่พบบ่อยที่สุด

คำแปลและการรับรองคำแปล

สรุปคำตอบสั้น

แปลและรับรองใบหย่า ก่อนยื่นสถานทูต — เส้นทางเอกสารขึ้นกับสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทาง หากเป็นรัฐภาคีจะจบที่ Apostille หากไม่ใช่ต้องรับรองต่อที่สถานทูตของประเทศนั้น ค่าธรรมเนียมงานนิติกรณ์ของกรมการกงสุลอยู่ที่ฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ และ 400 บาทสำหรับบริการด่วน ส่วนค่าธรรมเนียมและรอบคิวของสถานทูตเป็นอัตราและระเบียบของสถานทูตแต่ละแห่ง อนุสัญญากรุงเฮกมีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2024 ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 อ้างอิงแหล่งราชการท้ายหน้า

เส้นทางเอกสารของกรณีนี้

เส้นทางเอกสารขึ้นกับสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทาง หากเป็นรัฐภาคีจะจบที่ Apostille หากไม่ใช่ต้องรับรองต่อที่สถานทูตของประเทศนั้น

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดหน่วยงานผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ยืนยันข้อกำหนดปลายทางสอบถามหน่วยงานผู้รับว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองสถานทูต ภาษาคำแปล และเกณฑ์อายุเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
2. ตรวจสถานะภาคีตรวจสถานะอนุสัญญากรุงเฮกของคู่ประเทศจากตารางสถานะ HCCH เพื่อเลือกเส้นทางเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
3. จัดเตรียมต้นฉบับคัดรับรองเอกสารใหม่จากหน่วยงานผู้ออก หรือให้ผู้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อสำหรับเอกสารที่ทำขึ้นเองหน่วยงานผู้ออกเอกสาร / ผู้รับรองลายมือชื่อตามรอบบริการของหน่วยงาน
4. แปลตามข้อกำหนดแปลให้ตรงต้นฉบับทุกรายการ รวมข้อความในตราประทับผู้แปลตามปริมาณเอกสาร
5. รับรองที่กรมการกงสุลยื่นนิติกรณ์หรือขอ Apostille (200 บาทต่อฉบับ บริการปกติ / 400 บาทต่อฉบับ บริการด่วน)กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศตามรอบบริการปกติหรือด่วน
6. รับรองที่สถานทูตปลายทางเฉพาะกรณีปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือผู้รับเอกสารกำหนดตราสถานทูตเพิ่มสถานเอกอัครราชทูตปลายทางตามระเบียบและคิวของแต่ละสถานทูต

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • ฉบับคัดรับรองรายการทะเบียนที่ออกใหม่ภายในเกณฑ์อายุที่ปลายทางกำหนด
  • ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุล หากชื่อในทะเบียนต่างจากหนังสือเดินทาง
  • เอกสารของคู่สมรสอีกฝ่ายในรูปแบบที่ปลายทางกำหนด
  • เก็บสำเนาทุกชั้นของการรับรองไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงภายหลัง
  • ยืนยันกับหน่วยงานผู้รับปลายทางว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองโดยสถานทูต
  • ตรวจสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทางจากตารางสถานะของ HCCH
  • ตรวจว่าเอกสารเป็นฉบับจริงหรือฉบับคัดรับรองที่ปลายทางยอมรับ ไม่ใช่สำเนาที่รับรองเอง
  • การสะกดชื่อ-สกุลในทุกฉบับตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร

คำแปลและการรับรองคำแปล

ภาษาของคำแปลกำหนดโดยผู้รับเอกสารปลายทาง บางประเทศรับคำแปลภาษาอังกฤษ บางประเทศบังคับภาษาราชการของตนเอง และบางแห่งกำหนดให้แปลโดยนักแปลที่ขึ้นทะเบียนในประเทศนั้นเท่านั้น

คำแปลที่จะนำไปรับรองที่กรมการกงสุลต้องตรงกับต้นฉบับทุกรายการ รวมถึงตัวเลข วันที่ ตราประทับ และข้อความในตรา ข้อผิดพลาดเล็กน้อยอย่างการสะกดชื่อสถานที่ก็เป็นเหตุให้ถูกส่งกลับแก้ไขได้

หากเอกสารจะถูกเพิ่มตราหรือใบรับรองในขั้นตอนถัดไป ควรวางแผนว่าจะแปลตราเหล่านั้นด้วยหรือไม่ เพราะบางปลายทางต้องการคำแปลที่ครอบคลุมทุกตราบนเอกสาร

จุดตรวจเฉพาะสำหรับเอกสารสถานะสมรส

หนังสือรับรองความเป็นโสดและทะเบียนสมรสมักถูกกำหนดอายุนับจากวันที่คัดรับรอง ไม่ใช่วันที่จดทะเบียน จึงควรคัดฉบับใหม่ให้ใกล้วันยื่นที่สุดเท่าที่กรอบเวลารับรองจะเอื้อ

หากคู่สมรสเป็นชาวต่างชาติ ปลายทางมักขอเอกสารของทั้งสองฝ่ายในรูปแบบรับรองที่สอดคล้องกัน การวางแผนสองฝั่งพร้อมกันช่วยไม่ให้ฝ่ายหนึ่งหมดอายุระหว่างรออีกฝ่าย

เอกสารทะเบียนราษฎรและสถานะบุคคล

เอกสารกลุ่มนี้ ได้แก่ สูติบัตร ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า ใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อสกุล หนังสือรับรองความเป็นโสด และมรณบัตร โดยปกติออกโดยสำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ และหลายแห่งออกฉบับแปลภาษาอังกฤษที่ผ่านการรับรองของนายทะเบียนได้

ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนรับรอง ควรตรวจว่าฉบับที่ถืออยู่เป็นฉบับที่หน่วยงานปลายทางยอมรับ เช่น บางประเทศรับเฉพาะฉบับคัดรับรองรายการที่ออกใหม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ไม่รับสำเนาถ่ายเอกสารที่รับรองเอง

ความสอดคล้องของการสะกดชื่อระหว่างเอกสารทุกฉบับกับหนังสือเดินทางเป็นเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ตรวจเข้มที่สุด หากมีประวัติเปลี่ยนชื่อหรือสกุล ต้องแนบใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อเข้าไปในชุดเดียวกันเพื่อเชื่อมโยงตัวบุคคลให้ครบสาย

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับบ่อยที่สุด

  • คำแปลไม่ตรงต้นฉบับ โดยเฉพาะวันที่ ตัวเลข และข้อความในตราประทับ
  • การสะกดชื่อในเอกสารไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง และไม่มีใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อแนบ
  • ใช้ฉบับคัดรับรองที่ออกไว้นานเกินเกณฑ์อายุที่หน่วยงานปลายทางกำหนด
  • ยื่นสำเนาในกรณีที่สถานทูตกำหนดให้ยื่นฉบับจริง
  • เอกสารที่บริษัทหรือบุคคลจัดทำเอง แต่ยังไม่มีการรับรองลายมือชื่อโดยผู้มีอำนาจ
  • คิดว่าประเทศปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮกโดยไม่ได้ตรวจตารางสถานะจริง

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในกระบวนการ

Apostille
ใบรับรองตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ใช้แทนการรับรองซ้ำที่สถานทูตระหว่างรัฐภาคี มีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2024
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ และ 400 บาทสำหรับบริการด่วน
เอกสารมหาชน
เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นขอบเขตที่ Apostille ใช้ได้
Notarial Services Attorney
ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารตามข้อบังคับสภาทนายความ เป็นผู้รับรองลายมือชื่อในระบบของประเทศไทย
เขตอาณา
ขอบเขตพื้นที่ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งหนึ่งรับผิดชอบ ใช้ตัดสินว่าเอกสารจากประเทศไทยต้องยื่นที่สำนักงานใด
ฉบับคัดรับรองรายการ
เอกสารที่นายทะเบียนคัดจากฐานข้อมูลและรับรองใหม่ ต่างจากสำเนาถ่ายเอกสารที่ผู้ถือรับรองเอง

แหล่งอ้างอิงทางการ

หน้านี้ให้ข้อมูลกระบวนการเอกสาร ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะราย กรณีที่มีข้อพิพาทหรือประเด็นทางกฎหมายควรปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันเงื่อนไขล่าสุดกับสถานทูตปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

การทำงานร่วมกับ IVC

  1. ส่งภาพสแกนเอกสารและระบุประเทศ/หน่วยงานผู้รับปลายทาง
  2. เราตรวจว่าปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮกหรือไม่ แล้ววางลำดับการรับรอง
  3. ดำเนินการแปลตามภาษาที่ปลายทางกำหนด และตรวจการสะกดชื่อให้ตรงพาสปอร์ต
  4. ยื่นนิติกรณ์/Apostille ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
  5. หากปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ยื่นรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ ตามระเบียบของสถานทูตนั้น
  6. ส่งเอกสารคืนพร้อมสรุปรายการตราประทับที่ได้รับ

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ต่อเนื่องกัน

ส่งเอกสารให้ประเมินงานแปล