ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Japan embassy legalization bangkok

แต่ละสถานทูตในกรุงเทพฯ กำหนดแบบฟอร์ม จำนวนสำเนา ภาษาคำแปล และรอบคิวของตนเอง หน้านี้สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับประเทศปลายทางที่คุณค้นหา

รับรองเอกสารตามประเทศปลายทาง

สรุปคำตอบสั้น

Japan embassy legalization bangkok — ประเทศjapan เป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮก เส้นทางเอกสารจึงจบที่ Apostille ของกรมการกงสุล โดยไม่ต้องนำไปรับรองซ้ำที่สถานทูต เว้นแต่หน่วยงานผู้รับกำหนดเป็นอย่างอื่น ค่าธรรมเนียมงานนิติกรณ์ของกรมการกงสุลอยู่ที่ฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ และ 400 บาทสำหรับบริการด่วน ส่วนค่าธรรมเนียมและรอบคิวของสถานทูตเป็นอัตราและระเบียบของสถานทูตแต่ละแห่ง อนุสัญญากรุงเฮกมีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2024 ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 อ้างอิงแหล่งราชการท้ายหน้า

เส้นทางเอกสารของกรณีนี้

ประเทศjapan เป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮก เส้นทางเอกสารจึงจบที่ Apostille ของกรมการกงสุล โดยไม่ต้องนำไปรับรองซ้ำที่สถานทูต เว้นแต่หน่วยงานผู้รับกำหนดเป็นอย่างอื่น

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดหน่วยงานผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ยืนยันข้อกำหนดปลายทางสอบถามหน่วยงานผู้รับว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองสถานทูต ภาษาคำแปล และเกณฑ์อายุเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
2. ตรวจสถานะภาคีตรวจสถานะอนุสัญญากรุงเฮกของคู่ประเทศจากตารางสถานะ HCCH เพื่อเลือกเส้นทางเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
3. จัดเตรียมต้นฉบับคัดรับรองเอกสารใหม่จากหน่วยงานผู้ออก หรือให้ผู้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อสำหรับเอกสารที่ทำขึ้นเองหน่วยงานผู้ออกเอกสาร / ผู้รับรองลายมือชื่อตามรอบบริการของหน่วยงาน
4. แปลตามข้อกำหนดแปลให้ตรงต้นฉบับทุกรายการ รวมข้อความในตราประทับผู้แปลตามปริมาณเอกสาร
5. รับรองที่กรมการกงสุลยื่นนิติกรณ์หรือขอ Apostille (200 บาทต่อฉบับ บริการปกติ / 400 บาทต่อฉบับ บริการด่วน)กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศตามรอบบริการปกติหรือด่วน

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • เก็บสำเนาทุกชั้นของการรับรองไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงภายหลัง
  • ยืนยันกับหน่วยงานผู้รับปลายทางว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองโดยสถานทูต
  • ตรวจสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทางจากตารางสถานะของ HCCH
  • ตรวจว่าเอกสารเป็นฉบับจริงหรือฉบับคัดรับรองที่ปลายทางยอมรับ ไม่ใช่สำเนาที่รับรองเอง
  • การสะกดชื่อ-สกุลในทุกฉบับตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร

ความแตกต่างรายประเทศที่ต้องตรวจก่อนเริ่ม

สิ่งแรกที่ต้องตรวจคือสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทาง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะจบที่ Apostille หรือจะต้องไปต่อที่สถานทูต ตารางสถานะของ HCCH เป็นแหล่งอ้างอิงที่ปรับปรุงตลอดเวลา

ถัดมาคือรายละเอียดปฏิบัติของสถานทูตนั้นในกรุงเทพฯ ได้แก่ วันเวลารับเรื่อง ระบบนัดหมาย จำนวนสำเนา แบบฟอร์มเฉพาะ ภาษาของคำแปลที่ยอมรับ และวิธีชำระค่าธรรมเนียม ทั้งหมดนี้เป็นข้อกำหนดของสถานทูตแต่ละแห่ง

หากประเทศปลายทางไม่มีสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย ให้ตรวจว่าสถานทูตในประเทศใดมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย แล้ววางแผนการจัดส่งเอกสารระหว่างประเทศเพิ่มในกรอบเวลา

Apostille กับการรับรองสถานทูต ต่างกันตรงไหน

อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการยกเลิกการเรียกให้ทำนิติกรณ์เอกสารมหาชนต่างประเทศ (ค.ศ. 1961) มีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2024 ผลคือเอกสารมหาชนของไทยที่จะนำไปใช้ในรัฐภาคีอื่นสามารถจบกระบวนการได้ที่ใบ Apostille ซึ่งออกโดยกรมการกงสุล โดยไม่ต้องนำไปรับรองซ้ำที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทาง

การรับรองแบบเดิม หรือ consular legalization ยังคงจำเป็นสำหรับประเทศที่ไม่ได้เป็นรัฐภาคี และสำหรับกรณีที่รัฐภาคีบางรัฐคัดค้านการเข้าเป็นภาคีระหว่างกัน ผู้ยื่นจึงต้องตรวจสถานะภาคีของคู่ประเทศจากตารางสถานะของ HCCH ก่อนเสมอ ไม่ใช่ตรวจแค่ว่าประเทศนั้นอยู่ในรายชื่อภาคีหรือไม่

แม้ปลายทางจะเป็นรัฐภาคี หน่วยงานผู้รับบางแห่งยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้เอง เช่น ต้องมีคำแปลที่รับรองโดยนักแปลที่ได้รับการยอมรับในประเทศนั้น หรือกำหนดอายุเอกสารนับจากวันที่ออก Apostille จึงควรถามหน่วยงานผู้รับให้ชัดก่อนดำเนินการ

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับบ่อยที่สุด

  • ใช้ฉบับคัดรับรองที่ออกไว้นานเกินเกณฑ์อายุที่หน่วยงานปลายทางกำหนด
  • ยื่นสำเนาในกรณีที่สถานทูตกำหนดให้ยื่นฉบับจริง
  • เอกสารที่บริษัทหรือบุคคลจัดทำเอง แต่ยังไม่มีการรับรองลายมือชื่อโดยผู้มีอำนาจ
  • คิดว่าประเทศปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮกโดยไม่ได้ตรวจตารางสถานะจริง
  • ไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าในสถานทูตที่รับเรื่องเฉพาะผู้มีนัด
  • เย็บเล่มหรือประทับตราทับข้อความจนอ่านรายการสำคัญไม่ได้

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในกระบวนการ

นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ และ 400 บาทสำหรับบริการด่วน
เอกสารมหาชน
เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นขอบเขตที่ Apostille ใช้ได้
Notarial Services Attorney
ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารตามข้อบังคับสภาทนายความ เป็นผู้รับรองลายมือชื่อในระบบของประเทศไทย
เขตอาณา
ขอบเขตพื้นที่ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งหนึ่งรับผิดชอบ ใช้ตัดสินว่าเอกสารจากประเทศไทยต้องยื่นที่สำนักงานใด
ฉบับคัดรับรองรายการ
เอกสารที่นายทะเบียนคัดจากฐานข้อมูลและรับรองใหม่ ต่างจากสำเนาถ่ายเอกสารที่ผู้ถือรับรองเอง
Certified Translation
คำแปลที่มีคำรับรองความถูกต้องของผู้แปลหรือหน่วยงานที่ปลายทางยอมรับ เงื่อนไขแตกต่างกันตามประเทศผู้รับ

แหล่งอ้างอิงทางการ

ระยะเวลาและผลการพิจารณาเป็นดุลพินิจของหน่วยงานราชการและสถานทูต ไม่มีผู้ให้บริการรายใดรับประกันจำนวนวันหรือผลได้

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันเงื่อนไขล่าสุดกับสถานทูตปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

การทำงานร่วมกับ IVC

  1. ส่งภาพสแกนเอกสารและระบุประเทศ/หน่วยงานผู้รับปลายทาง
  2. เราตรวจว่าปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮกหรือไม่ แล้ววางลำดับการรับรอง
  3. ดำเนินการแปลตามภาษาที่ปลายทางกำหนด และตรวจการสะกดชื่อให้ตรงพาสปอร์ต
  4. ยื่นนิติกรณ์/Apostille ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
  5. หากปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ยื่นรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ ตามระเบียบของสถานทูตนั้น
  6. ส่งเอกสารคืนพร้อมสรุปรายการตราประทับที่ได้รับ

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ต่อเนื่องกัน

สอบถามข้อกำหนดของสถานทูตปลายทาง