ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

รับรองเอกสาร สถานทูตเมียนมา

แต่ละสถานทูตในกรุงเทพฯ กำหนดแบบฟอร์ม จำนวนสำเนา ภาษาคำแปล และรอบคิวของตนเอง หน้านี้สรุปสิ่งที่ต้องเตรียมสำหรับประเทศปลายทางที่คุณค้นหา

รับรองเอกสารตามประเทศปลายทาง

สรุปคำตอบสั้น

รับรองเอกสาร สถานทูตเมียนมา — ประเทศmyanmar ยังไม่ใช่รัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮก เอกสารจึงต้องผ่านนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลก่อน แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในกรุงเทพฯ ค่าธรรมเนียมงานนิติกรณ์ของกรมการกงสุลอยู่ที่ฉบับละ 200 บาทสำหรับบริการปกติ และ 400 บาทสำหรับบริการด่วน ส่วนค่าธรรมเนียมและรอบคิวของสถานทูตเป็นอัตราและระเบียบของสถานทูตแต่ละแห่ง อนุสัญญากรุงเฮกมีผลกับประเทศไทยตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2024 ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 อ้างอิงแหล่งราชการท้ายหน้า

เส้นทางเอกสารของกรณีนี้

ประเทศmyanmar ยังไม่ใช่รัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮก เอกสารจึงต้องผ่านนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลก่อน แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในกรุงเทพฯ

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดหน่วยงานผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ยืนยันข้อกำหนดปลายทางสอบถามหน่วยงานผู้รับว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองสถานทูต ภาษาคำแปล และเกณฑ์อายุเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
2. ตรวจสถานะภาคีตรวจสถานะอนุสัญญากรุงเฮกของคู่ประเทศจากตารางสถานะ HCCH เพื่อเลือกเส้นทางเอกสารผู้ยื่นก่อนเริ่มงาน
3. จัดเตรียมต้นฉบับคัดรับรองเอกสารใหม่จากหน่วยงานผู้ออก หรือให้ผู้มีอำนาจรับรองลายมือชื่อสำหรับเอกสารที่ทำขึ้นเองหน่วยงานผู้ออกเอกสาร / ผู้รับรองลายมือชื่อตามรอบบริการของหน่วยงาน
4. แปลตามข้อกำหนดแปลให้ตรงต้นฉบับทุกรายการ รวมข้อความในตราประทับผู้แปลตามปริมาณเอกสาร
5. รับรองที่กรมการกงสุลยื่นนิติกรณ์หรือขอ Apostille (200 บาทต่อฉบับ บริการปกติ / 400 บาทต่อฉบับ บริการด่วน)กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศตามรอบบริการปกติหรือด่วน
6. รับรองที่สถานทูตปลายทางเฉพาะกรณีปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือผู้รับเอกสารกำหนดตราสถานทูตเพิ่มสถานเอกอัครราชทูตปลายทางตามระเบียบและคิวของแต่ละสถานทูต

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • เก็บสำเนาทุกชั้นของการรับรองไว้เป็นหลักฐานอ้างอิงภายหลัง
  • ยืนยันกับหน่วยงานผู้รับปลายทางว่าต้องการ Apostille หรือการรับรองโดยสถานทูต
  • ตรวจสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทางจากตารางสถานะของ HCCH
  • ตรวจว่าเอกสารเป็นฉบับจริงหรือฉบับคัดรับรองที่ปลายทางยอมรับ ไม่ใช่สำเนาที่รับรองเอง
  • การสะกดชื่อ-สกุลในทุกฉบับตรงกับหนังสือเดินทางทุกตัวอักษร

ความแตกต่างรายประเทศที่ต้องตรวจก่อนเริ่ม

สิ่งแรกที่ต้องตรวจคือสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮกของประเทศปลายทาง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าจะจบที่ Apostille หรือจะต้องไปต่อที่สถานทูต ตารางสถานะของ HCCH เป็นแหล่งอ้างอิงที่ปรับปรุงตลอดเวลา

ถัดมาคือรายละเอียดปฏิบัติของสถานทูตนั้นในกรุงเทพฯ ได้แก่ วันเวลารับเรื่อง ระบบนัดหมาย จำนวนสำเนา แบบฟอร์มเฉพาะ ภาษาของคำแปลที่ยอมรับ และวิธีชำระค่าธรรมเนียม ทั้งหมดนี้เป็นข้อกำหนดของสถานทูตแต่ละแห่ง

หากประเทศปลายทางไม่มีสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทย ให้ตรวจว่าสถานทูตในประเทศใดมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทย แล้ววางแผนการจัดส่งเอกสารระหว่างประเทศเพิ่มในกรอบเวลา

เอกสารนิติบุคคลและการค้าระหว่างประเทศ

เอกสารนิติบุคคลที่ใช้บ่อย ได้แก่ หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หนังสือบริคณห์สนธิ ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม งบการเงิน หนังสือมอบอำนาจของกรรมการ และหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า โดยฉบับจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควรเป็นฉบับที่คัดใหม่ เพราะปลายทางมักกำหนดอายุการคัดรับรอง

เอกสารที่บริษัทจัดทำขึ้นเอง เช่น หนังสือมอบอำนาจหรือหนังสือรับรองข้อเท็จจริงทางธุรกิจ ไม่ใช่เอกสารมหาชนโดยตัวมันเอง จึงมักต้องให้ผู้มีอำนาจลงนามต่อหน้าผู้รับรองลายมือชื่อ เช่น ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนของกรมการกงสุล

งานประมูล งานเปิดบริษัทลูก และงานจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ มักมีกำหนดยื่นที่ตายตัว การวางแผนย้อนกลับจากวันยื่นจริง โดยเผื่อรอบคิวของสถานทูตปลายทาง เป็นวิธีเดียวที่ควบคุมความเสี่ยงเรื่องเวลาได้

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับบ่อยที่สุด

  • เย็บเล่มหรือประทับตราทับข้อความจนอ่านรายการสำคัญไม่ได้
  • แปลก่อนได้รับตราชั้นสุดท้าย ทำให้คำแปลไม่ครอบคลุมใบรับรองที่เพิ่มมา
  • นำเอกสารไปยื่นที่สถานทูตโดยยังไม่ผ่านการรับรองของกรมการกงสุล
  • คำแปลไม่ตรงต้นฉบับ โดยเฉพาะวันที่ ตัวเลข และข้อความในตราประทับ
  • การสะกดชื่อในเอกสารไม่ตรงกับหนังสือเดินทาง และไม่มีใบสำคัญการเปลี่ยนชื่อแนบ
  • ใช้ฉบับคัดรับรองที่ออกไว้นานเกินเกณฑ์อายุที่หน่วยงานปลายทางกำหนด

อภิธานศัพท์ที่ใช้ในกระบวนการ

เอกสารมหาชน
เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ซึ่งเป็นขอบเขตที่ Apostille ใช้ได้
Notarial Services Attorney
ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสารตามข้อบังคับสภาทนายความ เป็นผู้รับรองลายมือชื่อในระบบของประเทศไทย
เขตอาณา
ขอบเขตพื้นที่ที่สถานทูตหรือสถานกงสุลแห่งหนึ่งรับผิดชอบ ใช้ตัดสินว่าเอกสารจากประเทศไทยต้องยื่นที่สำนักงานใด
ฉบับคัดรับรองรายการ
เอกสารที่นายทะเบียนคัดจากฐานข้อมูลและรับรองใหม่ ต่างจากสำเนาถ่ายเอกสารที่ผู้ถือรับรองเอง
Certified Translation
คำแปลที่มีคำรับรองความถูกต้องของผู้แปลหรือหน่วยงานที่ปลายทางยอมรับ เงื่อนไขแตกต่างกันตามประเทศผู้รับ
Consular Legalization
การรับรองลายมือชื่อและตราของเจ้าหน้าที่ชั้นก่อนหน้าโดยสถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทาง ใช้กับประเทศที่ไม่ใช่รัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮก

แหล่งอ้างอิงทางการ

ระยะเวลาและผลการพิจารณาเป็นดุลพินิจของหน่วยงานราชการและสถานทูต ไม่มีผู้ให้บริการรายใดรับประกันจำนวนวันหรือผลได้

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันเงื่อนไขล่าสุดกับสถานทูตปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

การทำงานร่วมกับ IVC

  1. ส่งภาพสแกนเอกสารและระบุประเทศ/หน่วยงานผู้รับปลายทาง
  2. เราตรวจว่าปลายทางเป็นรัฐภาคีอนุสัญญากรุงเฮกหรือไม่ แล้ววางลำดับการรับรอง
  3. ดำเนินการแปลตามภาษาที่ปลายทางกำหนด และตรวจการสะกดชื่อให้ตรงพาสปอร์ต
  4. ยื่นนิติกรณ์/Apostille ที่กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
  5. หากปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ยื่นรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ ตามระเบียบของสถานทูตนั้น
  6. ส่งเอกสารคืนพร้อมสรุปรายการตราประทับที่ได้รับ

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ต่อเนื่องกัน

สอบถามข้อกำหนดของสถานทูตปลายทาง